logo
January 31, 2010 Filed under: หนังสือธรรมมะ — admin

อ.รัตน์ รตนญาโณ

อารัมภบท

ตามธรรมชาติของจิตเมื่อเกิดขึ้นแล้ว พลังงานที่เกิดขึ้นจะคงตัวอยู่ระยะหนึ่ง แล้วสลายไปทันที เหมือนประกายไฟที่เกิดจากการเสียดสีกันของวัตถุสองชิ้น เกิดประกายขึ้นแล้วก็หายไปทันที แต่เพราะจิตมีองค์ประกอบและสิ่งที่เกี่ยวข้องมากกว่านั้น เมื่อพลังงานเกิดขึ้นและด้วยความไม่รู้เท่าทันของจิต จะมีแรงคอยดึงจิตและเข้าล้อมจิตไว้เป็นทรงกลม เมื่อเกิดผัสสะขึ้นมาก็เกิดเป็นดวงกลมขึ้นเรื่อยไป ดวงกลมเหล่านี้เรียกว่าเจตสิก สิ่งที่คอยดึงจิตเอาไว้ไม่ให้สลายไปก็คืออนุสัย ซึ่งเป็นกลุ่มของเจตสิกที่เกิดมาก่อนแล้ว อนุสัยนี้จะกระทำต่อจิตที่เกิดขึ้นใหม่สองประการ คือ

1.ส่งแรงเข้าไปล้อมจิตให้เกิดเป็นเจตสิกดวงใหม่ แรงที่ส่งเข้าไปนี้เรียกว่า ตัณหา แรงตัณหาจะร้อยรัดดวงเจตสิกเป็นสาย และดึงเจตสิกเข้าไปรวมตัวกันยังฐานต่างๆ ในร่างกาย (อาสวะ)

2.เข้าไปปรุงประกอบจิตให้เกิดเป็นความนึก ความคิด ความรู้สึก อารมณ์ ความจำได้หมายรู้ขึ้นมา จากกระบวนการที่เกิดขึ้นนี้อนุสัยเก่าจะส่งผลให้เกิดอนุสัยใหม่ อนุสัยใหม่ที่สะสมรวมตัวกันก็จะกลายเป็นอนุสัยเก่า อนุสัยเก่าก็ดึงดูดให้เกิดอนุสัยใหม่อีก เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นทุกขณะวินาที วนเวียนซ้ำๆ อย่างนี้เรื่อยไป

จิตที่ไม่รู้เท่าทันการกระทบผัสสะ ก็จะไม่เห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ สลายไปของจิต ตามธรรมชาติ  อนุสัยที่มีอยู่ก็ส่งแรงมาดึงจิตไว้ ปรุงประกอบจิตให้เกิดเป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จิตที่ไม่รู้เท่าทันจะยึดเกาะเอารูป เวทนา สัญญา สังขารวิญญาณว่าเป็นของจริง มีจริง อาการเช่นนี้เรียกว่าเกิดอุปาทาน ภาวะที่เกิดอุปาทานก็คือภาวะของจิตที่สยบ ยอมนิ่งเป็นความหนึ่งเดียวกับขันธ์ ๕  เห็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเป็นภาวะที่นิ่ง ทำให้หลงเข้าใจว่ามีตัวของเราอยู่ รู้ว่าเรานึก เราคิด เรารู้สึก รู้ว่าเรามีอารมณ์ ยิ่งเกิดอุปาทานยึดติดมากเท่าใด ก็เกิดความนึกคิด ความรู้สึก และอารมณ์มากขึ้นเท่านั้น เมื่อเราไปนิ่งกับขันธ์ เห็นขันธ์เป็นสิ่งที่นิ่ง สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือความทุกข์…

วิปัสสนากัมมัฏฐาน

เป็นการนำจิตที่สงบจากขั้นสมถะ มาศึกษาพิจารณาสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เกิดทุกข์ เพื่อให้จิตได้รู้จักและสามารถแยกแยะสิ่งที่เป็นทุกข์ได้อย่างชัดเจน สภาพทุกข์ประกอบด้วย รูป เวทนา สังขาร  วิญญาณ กล่าวอย่างย่อก็คือรูป กับนาม หรือสสารกับ พลังงาน ศึกษากลไกของความทุกข์ว่าทุกข์เกิดขึ้นและดำรงอยู่อย่างไร  สิ่งใดคือผู้รู้ สิ่งใดคือสิ่งถูกรู้  ความทุกข์เกิดขึ้นที่ผู้รู้ หรือเกิดขึ้นที่สิ่งถูกรู้

เมื่อทราบชัดก็มาศึกษาต่อว่า สิ่งใดคือจิต สิ่งใดคือแรงสันตติ  พิจารณาความสัมพันธ์ของทั้งผู้รู้  สิ่งถูกรู้  จิต และแรงสันตติ ความทุกข์เกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้ก็เพราะจิตเกิดการยึดเกาะผู้รู้ หรือสิ่งถูกรู้ สิ่งใดสิ่งหนึ่งในแต่ละขณะเวลา แรงสันตติที่เกิดขึ้นทั้งระหว่างจิตกับผู้รู้   จิตกับสิ่งถูกรู้ โดยเป็นแรงเชื่อมต่อให้จิตสามารถยึดเกาะตลอดเวลา แม้แต่ผู้รู้กับสิ่งถูกรู้เองก็เกิดแรงสืบต่อซึ่งกันและกัน  จิตที่มีอวิชชาจะตกอยู่ใต้อิทธิพลของแรงสืบต่อนี้ แรงสันตติหรือแรงสืบต่อเป็นแรงดึงที่เกาะสิ่งต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน เนื่องจากสิ่งต่างๆ ในจักรวาลนี้ล้วนต้องอาศัยแรงสืบต่อเพื่อเป็นเครื่องเกาะกุมให้สิ่งต่างๆ อยู่รวมกันได้ ตัณหาก็เป็นแรงดึงอีกประเภทหนึ่งในบรรดาแรงที่มีอยู่ตามธรรมชาติ

การฝึกปฏิบัติขั้นต่อไปเป็นการสังเกตภาวะของแรงสันตติว่ามีลักษณะอาการอย่างไร ในขณะที่แรงกำลังทำงานมีส่วนดึงจิตให้ยึดเกาะกับผู้รู้กับสิ่งถูกรู้อย่างไร ซึ่งจะพบว่า แรงดึงที่เกิดขึ้น เกิดเป็นจังหวะที่คงที่  เป็นความถี่ธรรมชาติค่าหนึ่ง การที่จิตไม่สามารถพ้นออกไปจากทุกข์ได้ก็เพราะความถี่ของจิตน้อยกว่าความถี่ของแรงดึงที่เกิดตามธรรมชาติ  จิตจะหลุดพ้นออกไปจากทุกข์ได้ต้องมีความถี่ที่มากกว่าความถี่ธรรมชาติ หรือมีกำลังมากกว่ากำลังแรงดึงที่เกิดสืบต่อตามธรรมชาติ

การฝึกจิตในขั้นวิปัสสนากรรมฐาน หลักสำคัญก็คือการฝึกให้จิตมีกำลัง หรือมีความถี่ให้มากขึ้น เพื่อที่จะหลุดพ้นออกไปจากแรงยึดเกาะสิ่งที่เป็นทุกข์  ความถี่ของจิตก็คือสติ กำลังของสติมีหลายระดับชั้น ตั้งแต่ระดับหยาบไปถึงละเอียด  ตั้งแต่กำลังสติน้อยไปถึงสติมาก ระดับสูงสุดคือสติสัมโพชฌงค์ สำหรับในขั้นวิปัสสนาเป็นช่วงการฝึกสติและสัมปชัญญะอันเป็นระบบปฎิบัติแบบสติปัฏฐาน เป็นระบบการฝึกสติจนถึงระดับสัมโพชฌงค์องค์แห่งการตรัสรู้ คือสภาวะที่สติเต็มรอบ จิตที่มีกำลังสติเต็มรอบ กำลังสติจะเท่ากันกับความถี่ของแรงสันตติธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับร่างกายและจิตของผู้ปฏิบัติ  ในภาวะเช่นนี้จะเห็นชัดว่า แรงที่เกิดขึ้น เป็นจังหวะๆ เกิด – ดับ, เกิด – ดับ อยู่ตลอดเวลา การเห็นเช่นนี้จะทำให้จิตเกิดปัญญา เห็นแจ้งชัดว่า สิ่งต่างๆ ที่เราเคยเห็น เคยรู้สึก เช่น ภาวะของรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รวมทั้ง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อารมณ์ความรู้สึกนึกคิด ที่เคยเห็นเป็นภาวะที่นิ่งอยู่ แท้ที่จริงเบื้องหลังมีการเคลื่อนไหว เกิด ดับ ตลอดเวลา เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง ไม่จีรังไม่ถาวร ถ้าจิตไปหลงยึด ก็จะเกิดทุกข์ขึ้นทันที ต้องได้รับวิบากต่างๆ มากมาย และภาวะเกิด – ดับนี้ก็คือลักษณะอนัตตา ไม่มีตัวตนถาวร ไม่สามารถควบคุมได้ เมื่อเกิดปัญญารู้เห็นเช่นนี้แล้ว บรรดาทิฎฐิความหลงในสิ่งต่างๆ ที่จิตเคยยึดติดก็จะเกิดการปล่อยวาง คลายความยึดมั่นถือมั่นลงไปเรื่อยๆ

เมื่อกำลังสติเพิ่มขึ้น จิตจะมีกำลังมากกว่าแรงสืบต่อตามธรรมชาติ จิตจะแยกตัวออกจากรูปและนาม  สติมีกำลังมากขึ้นเท่าใด การแยกของจิตออกจากรูปและนามก็มากขึ้นเท่านั้น เพราะเมื่อพลังงานมีระดับไม่เท่ากัน การแยกชั้นของพลังงานย่อมเกิดขึ้น จนถึงจุดหนึ่งที่สติมีกำลังแรงมากจนแรงดึงตามธรรมชาติไม่สามารถดึงจิตให้อยู่ในรัศมีของแรงดึงใดๆ ได้ จิตก็จะหลุดพ้นออกไปจากแรงที่เคยร้อยรัดทั้งปวง

วิมุติ

เป็นสภาวะที่จิตหลุดพ้นออกไปจากทุกข์ พ้นไปจากผู้รู้ จากสิ่งถูกรู้ จากแรงดึงทั้งปวง และจากกาลเวลา เป็นสภาวะธรรมชาติเดิมของจิต ไม่มีชื่อเรียก ไม่มีสิ่งใดจะไปอนุมานเปรียบเทียบได้ มิใช่สภาพธรรมที่เป็นคู่มิใช่ทวิลักษณ์ ผู้ประจักษ์แจ้งสภาวธรรมนี้ครั้งแรก (โสดาบันบุคคล) จะหมดความสงสัยในเรื่องความหมายของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตลอดจนเห็นกฎที่เป็นพื้นฐานของจักรวาลอันเป็นระบบรองรับหรือยืนพื้นของสรรพสิ่ง รวมทั้งรู้แจ้งในสิ่งที่เป็นสมมุติสัจจะและปรมัตถ์สัจจะ

เมื่อมาถึงขั้นนี้ก็นับได้ว่าผู้ปฎิบัติมีปัญญาเข้าถึงแก่นแห่งพุทธะมากขึ้น เห็นทางเดินและเป้าหมายของชีวิตตนเองชัดเจนขึ้น เกิดระบบความคิด ระบบจิต ในการมองโลก มองชีวิตอีกระบบหนึ่งขึ้นมา  ซึ่งปล่อยวางเรื่องราวต่างๆ ได้ง่ายและเร็วกว่าเดิม สำหรับสภาวะวิมุติ เมื่อปรากฏขึ้นแล้ว สภาวะนี้จักปรากฏขึ้นชั่วระยะหนึ่ง  แล้วเคลื่อนตัวกลับสู่ภาวะจิตปกติ สิ่งที่ต้องศึกษาต่อก็คือขั้นตอนการดำรงสภาวะวิมุติ

การดำรงสภาวะวิมุติ

เป็นขั้นตอนการฝึกจิตเพื่อให้เกิดความรู้แจ้งในสภาวะวิมุติที่สูงขึ้น เพราะการพ้นทุกข์ที่ได้ประสพในครั้งแรกนั้น เพียงทำให้รู้ว่าสภาวะจิตเช่นใดที่เป็นที่พึ่งสูงสุดและขจัดความสงสัยได้ แต่ยังไม่สามารถอยู่กับสภาวะนี้ได้อย่างถาวร ยังมีเรื่องที่จิตไม่รู้หรือมีอวิชชาอยู่อีกมาก ซึ่งถ้าไม่ศึกษาต่อเพื่อให้เกิดความกระจ่างชัด การพ้นทุกข์อย่างถาวรจะไม่เกิดขึ้น

ดังนั้นสิ่งที่ต้องปฏิบัติต่อไปก็คือ ศึกษาการปรากฏของสภาวะวิมุติและการเคลื่อนของสภาวะวิมุติให้ชัดเจนขึ้น จนเห็นว่าสภาพจิตเดิมแท้นั้นแม้ไม่มีตัวตนก็จริง แต่ที่เกิดมีตัวมีตนขึ้นมาได้ก็เพราะมีแรงกระเพื่อม เคลื่อนไหว ส่งออกมาจากกลุ่มพลังงานในอดีตที่จิตดับสลายไม่หมด  อันเป็นปรากฏการณ์จากการกระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สมอง พลังงานเหล่านี้ตกค้างและสะสมอยู่ในเรือนกาย พลังงานเหล่านี้ศัพท์ในทางพุทธมีชื่อเรียกว่า กิเลส อาสวะหรือสังโยชน์

แรงกระเพื่อมที่ออกมาจากอาสวะกิเลสเหล่านี้จะไปกระเพื่อมทำให้จิตเกิดความ หลงใหลในแรงที่เกิดสืบต่อกันจนสภาพจิตที่ไม่มีตัวตนกลับมีตัวตนเกิดขึ้นมา และเคลื่อนตัวมาตกอยู่ในอิทธิพลของธาตุรู้อีก  ใครที่สะสมกิเลสไว้มากการเคลื่อนก็เกิดมาก สภาวะวิมุติก็เกิดน้อยและไม่นาน หลักสำคัญในการดำรงสภาวะวิมุติก็คือการเพ่งเพียรละลายกิเลสที่คงค้างอยู่ให้น้อยลง และไม่รับ ไม่หลงกิเลสที่เข้ามาใหม่  เมื่อกิเลสเหลือน้อย ความห่างจากทุกข์ตลอดจนการพ้นทุกข์ก็ปรากฏมากขึ้น

อุบาย วิธีการละลายอาสวะกิเลสให้น้อยลง ตลอดทั้งไม่หลงกิเลสที่เข้ามาใหม่ คือการดำรงองค์มรรค ซึ่งเป็นสภาวะที่จิตใช้ดำรงอยู่ในการประกอบกิจวัตรในชีวิตประจำวัน โดยเป็นภาวะที่จิตไม่ไปยึดเกาะกับสิ่งที่เป็นคู่ต่างๆ เช่น จิตไม่มีความแตกต่างระหว่างผู้รู้กับสิ่งถูกรู้  ไม่มีความแตกต่างระหว่างผู้เห็นกับสิ่งถูกเห็น ไม่มีความแตกต่างระหว่างผู้คิดกับสิ่งถูกคิด  ไม่มีความแตกต่างระหว่างผู้พูดกับคำพูด ไม่มีความแตกต่างระหว่างผู้ทำกับการกระทำ ไม่มีความแตกต่างระหว่างอดีตกับอนาคต ไม่มีความแตกต่างระหว่างผู้พูดกับคนที่รับฟัง ไม่มีความแตกต่างระหว่างผู้กินกับสิ่งถูกกิน ไม่มีความแตกต่างระหว่างเรากับเขา ฉันกับเธอเป็นต้น เมื่อดำรงสภาวะจิตเช่นนี้ให้มากขึ้นกระทำให้มาก เจริญให้มาก จิตก็จะเข้าสู่ภาวะอิสระ สู่ความหลุดพ้นโดยสมบูรณ์

ญาณทัสสนะ

เมื่อดำรงองค์มรรคจนเกิดทักษะความชำนาญ วิถีทางของจิตปลอดโปร่งไประยะหนึ่ง ความเข้าใจในเรื่องสภาวะจิตเดิมที่ปรากฏอย่างเต็มสมบูรณ์กับความพร่องที่เคลื่อนไปจากความเต็ม  จะปรากฏขึ้นให้เห็นครั้งแล้วครั้งเล่า จากปรากฏช้าเป็นปรากฏเร็ว จนความสมบูรณ์กับความพร่องกลายเป็นภาวะที่เกิดดับอยู่ทุกอายตนะ มาถึงขึ้นนี้ผู้ปฎิบัติจะเข้าถึงสภาวะสติขั้นสูง ที่เรียกว่าสติเว้นรอบ อันเป็นสติที่เกิดตามธรรมชาติ ไม่ได้เกิดมาจากการกำหนดเหมือนกับการกำหนดสติในขั้นสติปัฎฐานสต ิเว้นรอบนี้เป็นภาวะที่เกิดโดยไร้เจตนา เป็นภาวะจิตเดิมที่ไม่ใช่จิตนึกคิดตามปกติ ปรากฏการณ์ทุกชนิดที่เกิดขึ้นทางหู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อญาณทัสสนะปรากฏ จิตจะสามารถรู้เห็นสิ่งต่างๆ ตามที่เป็นจริง เป็นวิชชาที่จะไปทำลายอวิชชาที่ปิดกั้นมิติการรับรู้เอาไว้ คือความไม่รู้อดีต ไม่รู้อนาคต ไม่รู้ความเชื่อมโยงของอดีต ปัจจุบัน อนาคตและความไม่รู้การวนรอบของปฏิจจสมุปบาท เริ่มแรกจะรู้เรื่องความเป็นมาเป็นไปของตนเองก่อน ต่อมาก็ไปรู้เรื่องของผู้อื่น และ สรรพสิ่งอื่น เป็นสายๆ โดยไม่รู้จบสิ้น

กล่าวได้ว่าในขั้นนี้ระบบจิตได้ยกระดับขึ้นมาอีกครั้ง เป็นระบบจิตที่ผู้ปฎิบัติมีญาณทัสสนะเป็นเครื่องมือที่คอยช่วยวินิจฉัยเพื่อใช้ประกอบกิจกรรมต่างๆ ว่าสิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควร ทั้งทางกายกรรม วจีกรรมและมโนกรรม

วิมุติญาณทัสสนะ

เมื่อมาถึงขึ้นนี้ผู้ปฎิบัติสามารถใช้ญาณทัสสนะสืบสาวถึงเหตุและปัจจัยของสรรพสิ่ง  รู้เรื่องราวของสรรพสิ่ง เป็นเรื่องที่ไม่มีที่สิ้นสุด วนไปวนมาไม่รู้จุดเริ่มต้น ไม่รู้จุดสุดท้าย เกิดขึ้น ตั้งอยู่ สลาย ครั้งแล้วครั้งเล่า ตามเหตุตามปัจจัย  เหตุนี้สร้างสิ่งนี้ เหตุนั้นสร้างสิ่งนั้น โดยมีแรงสันตติส่งสืบต่อให้สิ่งทั้งปวงต่อเนื่องดำเนินไปเป็นสายๆ

สุดท้ายบรรดาทิฏฐิความเห็นทั้งปวงจะถูกละคลายไปหมดสิ้น  ส่วนความรู้ความเห็นที่ประเสริฐสุดก็คือวิมุติญาณทัสสนะ อันเป็นความรู้ระดับทำอาสวะกิเลสให้สิ้นไป ถึงความหลุดจากทุกข์ได้โดยสมบูรณ์

สมอง จิตจะไม่ข้องติด เพราะภาวะจิตเป็นปัจจุบันขณะอยู่ตลอดเวลา ทุกการกระทบที่เกิดขึ้นจะเห็นเป็นภาวะที่เกิดดับๆ  ทุกสิ่งที่สัมผัสคือสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกและสุดท้าย  ไม่มีอะไรเหลือเก็บ ทุกขณะจิตไม่คลาดเคลื่อน จิตจะขึ้นไปอยู่เหนือปรากฏการณ์และสมมุติบัญญัติต่างๆ คืออยู่เหนืออารมณ์ ความรู้สึก ความนึก ความคิด   อารมณ์ ความรู้สึก ความนึก ความคิดจะถูกละลายไป หรือถูกตัดทิ้งไปทั้งหมด

หลังจากนั้นจะมีความรู้หรือมีวิชชาเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องนึกคิด  เป็นไปอย่างอัตโนมัติ ความรู้ระดับนี้เกิดตามธรรมชาติของจิต โดยไม่มีผู้รู้กับสิ่งถูกรู้  ปรากฏขึ้นมาโดยไม่ผ่านใจ ไม่ผ่านสมอง ไม่ผ่านความจำ(สัญญา) หรือความรู้สึก (เวทนา) เป็นความรู้ที่เกิดในลักษณะที่เป็นญาณหยั่งรู้ เป็นองค์ความรู้ระดับญาณทัสสนะ