logo
January 31, 2010 Filed under: หนังสือธรรมมะ — admin

อ.รัตน์ รตนญาโณ

การเรียนรู้การฝึกฝนใน วิชาใด ๆ ล้วนมีบทเริ่มต้น การฝึกจิตก็เช่นเดียวกัน บทเริ่มต้นคือ สมถะกรรมฐาน เป็นการฝึกจิตให้เกิดความสงบ เหตุผลหรือความจำเป็นที่เราต้องฝึกจิตให้เกิดความสงบเป็นสิ่งแรกก็คือ ความสงบนั้นเป็นเหตุให้จิตมีพลังเพิ่มขึ้น ยิ่งจิตมีความสงบมากเท่าใดพลังจิตก็เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น พลังจิตที่เพิ่มขึ้นจะทำให้เราทราบถึงระดับพลังงานของจิตว่ามีกี่ระดับ และเป็นเครื่องมือใช้ในการศึกษากระบวนการทำงานของจิต เพื่อให้เกิดความเข้าใจในระดับพลังงานและกระบวนการ แล้วนำความเข้าใจที่ได้ไปฝึกบริหารจิต เพื่อพัฒนาให้จิตมีปัญญา สามารถค้นหาและค้นพบว่า  จิตจะต้องอยู่ที่ระดับพลังระดับไหนและโดยกระบวนการอย่างไรถึงจะเป็นอิสระหลุดพ้นจากทุกข์ได้อย่างแท้จริง

พลัง จิตที่เพิ่มขึ้นจากความสงบนั้น เกิดจากการที่เราลดการใช้งานของจิตลง และรวมกำลังจิตให้รวมตัวอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง  เพราะการใช้ชีวิตประจำวันตามธรรมดาของคนเรานั้น พลังจิตจะถูกใช้ไปกับการนึกคิดร่วมไปกับความรู้สึกและอารมณ์ต่าง ๆ ที่เข้ามากระตุ้นจิต ให้จิตมีหน้าที่ เมื่อจิตมีหน้าที่จึงมีการใช้พลังจิตอยู่ตลอด พลังจิตจึงหมดไปเรื่อย ๆ เมื่อใกล้หมดก็จะรู้สึกอ่อนเพลียอยากพักผ่อน ง่วงนอนแล้วก็หลับไป การนอนหลับทำให้จิตเพิ่มกำลังขึ้น เพื่อทดแทนพลังทั้งหมดที่หมดไปในแต่ละวัน พลังที่เกิดขึ้นจากการนอนหลับพอเพียงสำหรับที่จะใช้เพื่อทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันทั่วไปเท่านั้นแต่ยังไม่พอที่จะนำไปศึกษาเรื่องจิตการศึกษาเรื่องของจิตเป็นการศึกษาเรื่องที่ละเอียดอ่อนซับซ้อนมีสถานะของพลังอยู่หลายระดับจึง จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้พลังจิตมากกว่ากิจกรรมตามปกติทั่วไป  และการเพิ่มพลังจิตที่เราหมายถึงคือการเพิ่มพลังในขณะที่จิตยังตื่นอยู่ โดยให้จิตมีหน้าที่เพียงอย่างเดียว นำจิตให้มารวมอยู่ที่จุดหนึ่งจุดเดียว  ไม่แส่ส่าย คิดนึกไปหลายเรื่องตามสิ่งที่มากระตุ้น เมื่อลดหรือหยุดใช้พลัง พลังจิตก็ไม่เสียไป และพลังจิตก็เพิ่มพูนมากขึ้น

วิธีทำให้ จิตรวมตัวอยู่ที่ใดที่หนึ่งเพื่อเพิ่มพลังจิตนี้  ที่ผ่านมามีวิธีการฝึกมากมาย มีมาก่อนพระพุทธองค์จะตรัสรู้เสียอีก  แม้พระพุทธองค์เองก่อนตรัสรู้ก็ต้องไปเรียนไปศึกษาจากสำนักต่าง ๆ ที่สอนกันในสมัยนั้น  กุศโลบายต่างๆ ในการฝึกจิตเป็นวิธีใหม่ที่พระพุทธองค์นำมาสอนก็มี และบรรดาสาวกรุ่นหลังบัญญัติขึ้นมาก็มี สามารถแบ่งได้เป็นสองลักษณะคือ

การเพ่งสิ่งภายนอกร่างกาย

เป็น การเพ่งพิจารณาหรือรวมความรู้สึกไว้กับสิ่งที่อยู่นอกร่างกายเพื่อจดจำ ลักษณะอาการของสิ่งที่เพ่งนั้น แล้วนำมานึกน้อมกำหนดบริกรรมในใจจนกว่าจะทำให้จิตสงบ เช่น การเพ่งกสิณ 10 รวมความรู้สึกเป็นหนึ่งไว้กับธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ กับสี เขียว เหลืองแดง ขาว กับแสงสว่าง กับช่องว่าง, การเพ่งอสุภะ 9  คือ ซากศพในสภาพต่าง ๆ 9 อย่าง การเพ่งอรูป 4 คือ อากาศธาตุ วิญญาณธาตุ ภาวะความไม่มีอะไร ภาวะความมีก็ไม่ใช่ไม่มีก็ไม่ใช่, การพิจารณา ความเป็น  ปฏิกูลในอาหาร เป็นต้น

การเพ่งสิ่งภายในร่างกาย

เป็น การรวมความรู้สึกไว้กับ ความนึก ความคิด และรวมความรู้สึกไว้ตามจุดฐานต่าง ๆ  ในร่างกายจนกว่าจิตจะสงบ เช่น การคิดพิจารณาความเป็นธาตุ 4 ที่มารวมกันเป็นรูปร่างกาย การนึกอยู่กับอารมณ์ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา การระลึกถึงสิ่งที่ควรระลึก 10 อย่าง คือ พระพุทธองค์ พระธรรม พระสงฆ์ ศีล การเสียสละ เทวดา ความตาย กายเป็นสิ่งที่ไม่สะอาด ลมหายใจเข้าออก นิพพาน, การรวมความรู้สึกไว้ที่จมูก กับลมหายใจเข้าออก, กับคำบริกรรมต่างๆ รวมความรู้สึกไว้ที่ ท้อง ลิ้นปี่ หน้าอก คอ หน้าผาก ศีรษะ มือ กระดูก หัวใจ เป็นต้น

ภายในร่างกายของคนเรานั้น มีสิ่งที่เรียกว่า ธาตุรู้หรือวิญญาณธาตุ แทรกซึมอยู่ทั่วร่างกาย ธาตุรู้นี้เป็นสิ่งที่ทำให้เราเกิดมีสภาพรู้สิ่งต่าง ๆ ขึ้นโดยร่างกายของเรามีจุดศูนย์รวมของธาตุรู้ อันเป็นจุดที่มีธาตุรู้รวมตัวกันอยู่มาก มีอยู่ 7 ที่ด้วยกัน คือ

ที่ตา เรียกว่า จักขุวิญญาณ,

ที่หู เรียกว่า โสตวิญญาณ,

ที่จมูก เรียกว่า ฆานวิญญาณ,

ที่ลิ้น เรียกว่า ชิวหาวิญญาณ,

ที่ผิวกาย เรียกว่า กายวิญญาณ และที่สมอง

ทั้งหมดนี้จัดเป็นธาตุรู้ภายนอก ส่วนที่หัวใจ หรือใจ  เรียก มโนวิญญาณ  จัดเป็นธาตุรู้ภายใน โดยใจจะเป็นศูนย์กลางของธาตุรู้ทั้งหมดอีกที เพราะธาตุรู้รวมตัวกันอยู่ที่ใจนี้มากที่สุด และธาตุรู้ภายนอกกับภายในนี้จะเกิดการเชื่อมโยงสภาพรู้กันอยู่ตลอดเวลา เช่น เมื่อจุดประสาทถูกกระทบ ตาเห็นรูป ธาตุรู้ที่ตาถูกกระตุ้นด้วยแสง ธาตุรู้ที่ตาก็ทำงาน เกิดสภาพรู้ที่ตาขึ้น สภาพรู้ดังกล่าวจะเคลื่อนตัวไปเกิดสภาพรู้ที่ใจอีกทีจึงจะเกิดเป็นความรู้ ตัวว่าเกิดการเห็นขึ้นอย่างสมบูรณ์ เมื่อรู้ผ่านใจแล้ว สภาพรู้จะวนกลับมาที่ตา รับรู้การกระทบ และวนไปรู้ที่ใจอีก หมุนวนเช่นนี้ เรื่อยไป แต่กระบวนการนี้จะเกิดขึ้นเร็วมากเราจะไม่เห็นกระบวนการนี้จนกว่าจะได้ฝึกจิตในขั้นวิปัสสนากรรมฐานซึ่งจะได้กล่าวต่อไป

ธาตุ รู้นี้หากจะกล่าวให้เข้าใจง่ายก็คือ เซลล์ประสาท แต่หากจะกล่าวให้เข้าใจอย่างละเอียดแล้วมันไม่ใช่เซลล์ประสาท คือธาตุรู้นี้จะอาศัยเซลล์ประสาทเป็นที่อยู่เป็นที่อาศัย จะอยู่ในส่วนที่เล็กที่สุดของเซลล์ (Cell) เชื่อมโยงต่อกันเป็นสายๆ ส่วนจิตนั้นก็เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ธาตุรู้แต่มาอาศัยยึดเกาะและปรุงแต่งธาตุรู้ อยู่   จิตที่เราหมายถึงในตอนนี้ก็คือจิตที่เนื่องด้วยขันธ์ คือ ความรู้สึก ความนึก และความคิด ดังนั้น เมื่อเรามาฝึกจิตให้เกิดความสงบไม่ว่าด้วยวิธีการใดก็ตาม กล่าวโดยสรุปก็คือ

เป็นการพยายามรวมจิตให้เป็นหนึ่งเดียวกับธาตุรู้ ที่อยู่ในร่างกายของเรา ณ จุดประสาทต่าง ๆ

เป็นการบังคับจิตให้อยู่กับธาตุรู้ให้รู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างเดียว ไม่แส่ส่ายรู้ออกไปหลายเรื่อง เมื่อกำหนดสภาพรู้ ให้รู้เรื่องเดียวไปเรื่อย ๆ เช่นนี้แล้ว จะเป็นการหยุดการปรุงแต่งธาตุรู้ของจิต สภาพเดิมของธาตุรู้ที่ไม่ถูกปรุงแต่งก็จะปรากฏออกมา

เป็นกระบวนการกลับเข้ามาหาผู้รู้ที่ไปรู้สิ่งถูกรู้ การรู้สิ่งถูกรู้จะทำให้จิตเสียพลัง คือ เสียสภาพรู้ไปเรื่อย ๆ  การทำจิตให้เป็นหนึ่งเดียวกับธาตุรู้ จิตจะไม่เสียพลังของสภาพรู้และทำให้พลังเพิ่มพูนขึ้น

เป็นการปล่อยวางคลายแรงยึดเกาะของจิตที่ไปยึดเกาะสิ่งถูกรู้ ซึ่งเป็นระดับพลังที่หยาบและต่ำกว่าเข้ามายึดระดับพลังที่ละเอียดและสูงกว่า ระดับพลังของธาตุรู้มีอยู่หลายระดับชั้นในพุทธศาสนาเรียกระดับชั้นของพลังนี้สืบต่อกันมาว่าฌาน

ความรู้เรื่องของฌานนี้กล่าวได้ว่าเป็นพัฒนาการทางปัญญาของมนุษย์ทางโลกตะวันออกที่ยอดเยี่ยมอย่างยิ่งที่สามารถค้นพบระดับพลังงานอันละเอียดของธาตุรู้ซึ่งเป็นผลจากความอยากรู้ของมนุษย์ที่ถามตัวเองว่าอะไรคือที่สุดของทุกสิ่งเที่ยงแท้ไม่เปลี่ยนแปลงแบ่งแยกไม่ได้และควรยึดถือเอาเป็นทางเดินของชีวิต

สมถะกรรมฐาน การฝึกจิตให้สงบ ให้จิตรวมเป็นหนึ่งกับธาตุรู้  แท้จริงแล้วก็คือการศึกษาเรื่องอะตอมภายในตัวเราทุกคน ส่วนระดับชั้นของฌานก็คือระดับชั้นของพลังงานภายในอะตอม

กุศโลบาย ต่างๆ ที่ได้สอนให้แก่ผู้มาฝึกทำสมาธินั้น เป็นวิธีที่จะช่วยทำให้จิตสงบได้ง่ายและเร็วมาก เป็นวิธีที่ใช้ร่วมกับจุดหรือฐาน  เมื่อเอาจิตไปตั้งไว้แล้ว จิตจะรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกับธาตุรู้ได้ง่าย ซึ่งมีอยู่สองตำแหน่ง คือ ฐานอารมณ์ กับ ฐานใจ มีขั้นตอนการฝึกดังนี้

การฝึกจิตให้สงบที่ฐานอารมณ

เมื่อ คลายอารมณ์ไปพอสมควรแล้ว มีความรู้สึกว่าจิตไม่มีหน้าที่ ไม่รับรู้อารมณ์ รู้สึกเหมือนจะง่วงนอน ให้ปรับภาวะจิตใหม่ กระตุ้นให้จิตมีหน้าที่ เพื่อไม่ให้จิตตกภวังค์ แต่ก็ให้มีหน้าที่เพียงอย่างเดียว โดยการนึกมาที่ลมหายใจเข้าออก ปรับการหายใจให้เป็นปกติ ไม่หายใจยาวเกินไป สั้นเกินไป เร็วเกินไป ช้าเกินไป หยาบเกินไป หรือละเอียดเกินไป ในขั้นตอนนี้ให้หายใจในลักษณะที่เราเห็นว่าเป็นการหายใจที่สบายที่สุด ไม่มีการบังคับลมหายใจ หายใจให้พอเหมาะพอดี ตามอัธยาศัยของแต่ละบุคคล แต่ให้มีสติ หายใจเข้าก็รู้ว่าหายใจเข้า หายใจออกก็รู้ว่าหายใจออก ไม่ต้องใช้คำบริกรรมอะไร

วิธีการนี้คือ อานาปานสติ เป็นวิธีการทำให้จิตสงบวิธีหนึ่ง เป็นการฝึกให้จิตอยู่กับลมหายใจเข้าออก โดยเอาความรู้สึกตามดูตามรู้ลมหายใจเข้าออกตลอดเวลาไม่สนใจความนึกคิดที่ เกิดขึ้น หากสามารถทำเช่นนี้ไปได้เรื่อย ๆ ลมหายใจจะละเอียดเบาบางลงเรื่อย ๆ  เมื่อลมหายใจละเอียด ความนึกคิดจะลดลงไปตามความละเอียดของลมหายใจ จิตก็ละเอียดตามลมหายใจ และจะรวมตัวสงบ ระงับลง เมื่อทำต่อไปสภาพลมจะละเอียดมากเหมือนกับลมหายใจหายไป  จิตก็สงบลึกเข้าไปอีก ความนึกคิดที่เคยเกิดขึ้นก็ดับตามไป  วิธีการฝึกจิตวิธีนี้ต้องใช้เวลานานกว่าที่จิตจะสงบ ยิ่งผู้ที่เริ่มฝึกฝนด้วยแล้วต้องใช้เวลานานมากทีเดียว

วิธี การที่จะช่วยทำให้จิตสงบง่ายและเร็วขึ้นก็คือ เมื่อปรับการหายใจจนเป็นปกติ และมีสติรู้อาการของลมหายใจเข้าออก หายใจเข้าก็รู้ หายใจออกก็รู้ เช่นนี้แล้ว ให้สังเกตดูภายในโพรงจมูกของเราในขณะที่เราหายใจเข้าออกนั้น ลมหายใจได้เคลื่อนตัวเข้าไปสัมผัส หรือกระทบตรงจุดไหนของโพรงจมูกมากที่สุด เมื่อเราหายใจเข้าลมหายใจเข้าจะเคลื่อนผ่านโพรงจมูกทั้งสองข้างเข้ามาบรรจบ กันด้านในที่จุดนี้ และเมื่อเราหายใจออกลมหายใจจากปอดจะเคลื่อนตัวมากระทบจุดนี้ก่อนที่จะแบ่ง แยกออกไปตามโพรงจมูกซ้ายขวา และถ้าสังเกตให้ดี เมื่อหายใจเข้า จะรู้สึกเย็นที่จุดนี้ ขณะที่หายใจออกก็จะรู้สึกอุ่นที่จุดนี้ หาจุดนี้ให้พบ  จุดนี้คือฐานอารมณ์

ฐานอารมณ์

ฐาน อารมณ์เป็นจุดที่จิตรวมตัวง่ายที่สุด เป็นฐานที่อยู่ไม่ลึกเกินไป หาง่าย ไม่ลำบาก หากเริ่มฝึกโดยใช้ฐานที่อยู่ลึกในร่างกาย จิตจะรวมตัวกันยากและสงบช้า  เมื่อหาจุดนี้พบแล้ว ค่อยๆ รวบรวมความรู้สึกมาวางทับจุดนี้เบาๆ วางให้เบาที่สุด วางทับลงไปเรื่อยๆ  จนความรู้สึกแนบสนิทเป็นหนึ่งเดียวกันกับฐานอารมณ์ รวบรวมความรู้สึกนิ่งอยู่กับฐานอารมณ์นี้

การวางความรู้สึก ลงที่ฐานอารมณ์ หากมีความรู้สึกอึดอัดที่จมูก หายใจไม่สะดวกแสดงว่าเราวางความรู้สึกทับฐานอารมณ์เร็วเกินไปและวางหนักเกิน ไป   ควรถอนความรู้สึกออกมาและปรับน้ำหนักเจตนาในการวางใหม่ให้เบากว่าเดิม

เมื่อ ความรู้สึกอยู่กับฐานอารมณ์ได้ชัด จะเห็นลมเข้าออกมากระทบที่จุดนี้  ให้เห็นแค่การกระทบ ให้ละความรู้สึกจากการตามดู ตามรู้การเคลื่อนไหวของลมหายใจ ปล่อยให้ร่างกายหายใจของมันเอง ให้เรารวมความรู้สึกนิ่งอยู่กับฐานอารมณ์อย่างเดียว ไม่สนใจสิ่งอื่น หากมีความนึกคิดเกิดขึ้นมาแทรก ไม่ต้องนึกคิดตาม  พยายามรวมความรู้สึกให้อยู่กับฐานอารมณ์ต่อไป

จากนั้นให้เรา ค่อย ๆ  ปรับลมหายใจเข้าออกให้ไหลผ่านฐานอารมณ์น้อยลง น้อยลง ปรับลมหายใจให้สั้นลง สั้นลง ปรับลมหายใจให้ละเอียดขึ้น ละเอียดขึ้น ขั้นตอนนี้ควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ควรใจร้อน  หากทำเร็วเกินไปจะรู้สึกอึดอัดมาก เพราะลมหายใจยังหยาบอยู่และปรับตัวไม่ทัน  ควรปรับระดับลมให้เป็นไปอย่างนุ่มนวลและเป็นธรรมชาติที่สุด ลมจะไหลผ่านฐานอารมณ์น้อยลง สั้นลง ละเอียดขึ้นโดยที่เราไม่รู้สึกอึดอัด และจะยังคงหายใจด้วยระดับของลมเข้าออกที่มีปริมาณน้อยเช่นนี้ได้

ทำไม เราต้องปรับลมหายใจเข้าออกให้ไหลผ่านฐานอารมณ์น้อยลง เพราะว่าลมหายใจเข้านั้นมีธาตุออกซิเจน (Oxygen)  อยู่ ซึ่งเป็นธาตุที่เราต้องใช้ในการทำปฏิกิริยาเคมีในร่างกายของคนเรา โดยเฉพาะการสันดาปสารอาหารที่เราทานเข้าไป เพื่อให้ได้พลังงานออกมาใช้ในการดำรงชีวิต ปฏิกิริยาเคมีที่ออกซิเจนเข้าไปร่วมนั้นจึงเป็นปฏิกิริยาคายพลังงานยิ่งมี ออกซิเจนในระบบมากปฏิกิริยาก็จะดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ก็เหมือนกับการเผาไหม้เชื้อเพลิงทั่วไป ยิ่งมีออกซิเจนมากไฟก็ยิ่งลุกไหม้ได้ดี

การฝึกสมาธิเพื่อทำ จิตให้สงบ สิ่งที่คอยขัดขวางไม่ให้จิตสงบก็คือ ความนึกคิดเรื่องราวต่าง ๆ  ในชีวิตที่เกี่ยวข้องกับตัวเรา การนึกคิดเป็นกระบวนการที่ต้องใช้พลังงาน เมื่อต้องใช้พลังงานก็ต้องการออกซิเจน นึกคิดมากเท่าใดก็ต้องการออกซิเจนมากเท่านั้น เมื่อได้รับออกซิเจนมากความนึกคิดก็จะดำเนินไปอย่างรวดเร็ว จิตก็มีหน้าที่ไปร่วมกับความนึกคิดที่เกิดขึ้น หากยังปล่อยให้ลมหายใจเข้าออกเป็นไปอย่างเป็นปกติแล้ว จิตจะสงบลงยาก ดังนั้น หากเราจะฝึกจิตให้สงบ จึงต้องลดองค์ประกอบสำหรับใช้ผลิตพลังงานให้น้อยลง วิธีการที่เราสามารถทำได้ก็คือ ลดการใช้ออกซิเจน ให้ร่างกายได้รับออกซิเจนน้อยลง โดยการปรับลมหายใจเข้าออกให้น้อยลง ยิ่งปรับลมให้ผ่านฐานอารมณ์น้อยลงเท่าใด  ความนึกคิดก็จะน้อยลงเท่านั้น เมื่อความนึกคิดน้อยลง  จิตเราก็จะสงบขึ้นเรื่อยๆ

การฝึก ปรับลมหายใจผ่านเข้าออกที่ฐานอารมณ์  ทำไปถึงจุดหนึ่งจะรู้สึกว่าลมหายใจนิ่ง ไม่เข้าไม่ออก  และค่อย ๆ เลือนหายไปจากความรู้สึก  บรรดาความนึกคิดที่เคยรบกวนจิตก็จะเลือนหายตามไปด้วย สภาวะนี้คือจิตได้บรรลุถึงระดับ  ปฐมฌาน ให้ดำรงภาวะนี้ไปเรื่อย ๆ

เมื่อ ลมหายใจหายไปจากความรู้สึก ไม่ต้องตกใจ เป็นเพียงแค่ลมหยาบเท่านั้นที่ดับไป ลมหายใจละเอียดยังคงอยู่ และไหลเข้าออกได้ทุกรูขุมขนของร่างกาย ในสภาพนี้ร่างกายไม่จำเป็นต้องใช้ลมมากเพื่อเผาผลาญพลังงาน

ก่อน ที่ลมหายใจหยาบจะดับลงไป อาจเกิดความรู้สึกเสียวตึงที่ฐานอารมณ์ ไม่ต้องตกใจ เป็นอาการของจิตที่เคลื่อนตัวเพื่อรวมตัว ปรับระดับจิตให้สงบลง

การที่ลมหายใจเลือนหายไปหรือดับลงไปจากความรู้สึกสัมผัสเป็นเพราะขณะนี้จิตเราได้เข้ามาสู่ภาวะที่ละเอียดกว่าลมหายใจลมหายใจจะไม่อยู่ในระดับความละเอียดของจิตเพราะจิตกำลังอยู่ที่ขอบนอกของอะตอมที่ฐานอารมณ์ซึ่งเป็นภาวะที่ละเอียดกว่าลมหายใจจิตจึงไม่ถูกรบกวนแม้ด้วยลมหายใจขณะที่จิตรวมตัวเข้ามาจะมีอาการเหมือนวูบเข้าไปหรือเหมือนตกลงไปยังที่ใดที่หนึ่ง ความรู้สึกรอบตัวค่อย มืดลงเงียบลงไม่ต้องตกใจขณะนี้จิตได้รวมตัวเข้ามาที่ขอบอะตอมและเลยขอบอะตอมเข้ามาแล้ว

ดำรง ภาวะของปฐมฌานต่อไป เมื่อดำรงจิตไปได้สักระยะหนึ่ง จิตจะเข้าสู่ความสงบที่ลึกขึ้น เมื่อจิตเข้ามาถึงพลังงานชั้นที่สองภายในอะตอม  พลังที่ละเอียดกว่าลมหายใจจะปรากฏ

เมื่อจิตเราเข้ามาถึง พลังงานชั้นที่สองภายในอะตอม  สิ่งที่เราจะพบก็คือคลื่นแรงโน้มถ่วง(Gravity force) ที่ส่งออกมาจากศูนย์กลางอะตอม คือนิวเคลียส (Nucleus) เป็นแรงที่มีลักษณะเป็นระลอกคลื่น หนัก เบา หนัก เบา สลับกันไป จะสัมผัสได้จากความรู้สึกที่แรงนี้กระทบกับจิต

คลื่นแรงโน้ม ถ่วงจากนิวเคลียสนี้ จะมีผลทำให้สภาพการรับรู้ ความรู้สึกของเราถูกบิดเบือนและเบี่ยงเบนไปจากภาวะปกติ  ในภาวะปกติเราจะรู้ตัวทั่วพร้อมว่าตัวตนของเรานั่งอยู่ตรงนี้ที่นี่ ในอิริยาบถอย่างนี้ มีขอบเขตของร่างกายเท่านี้ เมื่อจิตอยู่ในคลื่นแรงโน้มถ่วง จะทำให้เรารู้สึกว่าร่างกายตัวตนของเรามีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ    โดยจะพบอาการต่าง ๆ  เช่น ตัวโยกคลอนไปมา ตัวเราหายไป ตัวเราขยายใหญ่โตขึ้น ตัวเราหดตัวมีขนาดเล็กลง ศีรษะยืดสูงขึ้นไป มือหาย  เท้าหาย มือยาวยืดออกไป หน้าตาเหมือนบิดเบี้ยว นั่งหันหน้ากลับทิศที่เรานั่งตอนแรกขนลุกขนชัน รู้สึกซาบซ่าน  ซู่ซ่าไปทั้งตัว รู้สึกฮึกเหิมกล้าหาญ จิตใจพองโต อิ่มอกอิ่มใจไม่หิวไม่กระหาย ซึ่งมีสารพัดอาการ

อาการอย่างนี้เรียกว่าปีติ เป็นสภาวะระดับ ทุติยฌาน ดำรงจิตรวมอยู่ที่ฐานอารมณ์และดูอาการของปีติต่อไป จนกว่าอาการของปีติจะจางคลาย  จิตจะสงบลึกเข้าไปอีกเมื่อผ่านระดับชั้นพลังของปีติ    จิตเคลื่อนเข้าสู่ระดับพลังงานของอะตอมลึกเข้าไปจนพ้นรัศมีของคลื่นแรงโน้ม ถ่วงจากนิวเคลียส  และกำลังเคลื่อนตัวเข้ามายังชั้นพลังงานที่ลึกกว่าต่อไป

หลัง จากสภาพปีติจางคลายหมดไป จิตจะสงบนิ่งขึ้น ละเอียดขึ้น ละเอียดขึ้น เมื่อจิตเคลื่อนเข้ามาถึงพลังงานชั้นที่สามภายในอะตอม จะพบกับชั้นพลังของแสง แสงจะค่อยๆ  ปรากฏ ป็นแสงสว่างเรืองๆ  ไม่สว่างมาก   อาจเห็นเป็นแสงออกสีเหลืองอ่อน เรืองแสงอยู่ไกลๆ    เมื่อดำดิ่ง ความรู้สึกลงไป ความสว่างของแสงจะเพิ่มมากขึ้นๆ กลุ่มสีที่เห็นอาจเป็นแสงสีต่างๆ ที่เป็นเฉดสีอยู่ในสเปคตรัม (Spectrum)  ของแสงพระอาทิตย์ คือ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง ส้ม แดง

แสงสีเหล่านี้เกิดขึ้นจากจิตของเราไปปรุงแต่งอารมณ์ต่าง เก็บเป็นพลังงานค้างไว้ในธาตุรู้ภายในอะตอมและแสงสีเหล่านี้บ่งบอกถึงสุขภาพร่างกายด้วย หากร่างกายมีสุขภาพแข็งแรงเป็นปกติดีแสงสว่างมากที่สุดที่เราจะได้พบก็คือแสงสีเหลืองและแสงสีเหลืองนี้เป็นแสงของอารมณ์เมตตาด้วยนั่นคือหากเราอยากมีสุขภาพแข็งแรงอายุยืนควรอยู่กับความเมตตาให้มาก ส่วนความหมายของแสงสีอื่นนั้นจะยังไม่ขออธิบาย ซึ่งแสงเหล่านี้ได้ส่องออกมาเป็นแสงรัศมีรอบกายเราด้วย ผู้ที่มีจิตละเอียดจะสามารถเห็นได้ และสามารถรู้ว่าเราเป็นคนมีอุปนิสัยใจคออย่างไร  กำลังอยู่ในอารมณ์อะไร สุขภาพร่างกายเป็นอย่างไร

เมื่อพลังแสงเหล่านี้ปรากฏ ควรดำรงจิตให้กลาง  รวมจิตอยู่กับฐานอารมณ์ต่อไป แสงสีเหล่านี้เป็นแสงที่อยู่ขอบนอกของพลังชั้นที่สาม ซึ่งหุ้มห่อพลังอีกกลุ่มหนึ่งไว้   เมื่อจิตเคลื่อนเข้าสู่ระดับลึกกว่าเดิมเราจะพบกับกลุ่มพลังของธาตุรู้หรือวิญญาณธาตุซึ่งสถิตย์อยู่ในระดับพลังงานชั้นในสุดของพลังงานชั้นที่สามนี้

สภาพเดิมอย่างหนึ่งของธาตุรู้ที่จะปรากฏแก่เราคือเป็นกลุ่มพลังงานแสงสว่างสีขาวบริสุทธิ์เมื่อ จิตลุถึงพลังแสงสว่างสีขาวนี้ จะเกิดความสุขอันละเอียด ประณีตมาก จิตเบา กายเบา รู้สึกร่างกายจิตใจละเอียดอ่อน นุ่มนวล สะอาดใสบริสุทธิ์  ความนึกคิดต่างๆ ละลายหายไปหมด  ภาวะเช่นนี้เรียกว่า  สุข เป็นความสุขที่ละเอียดสุขุมเป็นภาวะที่จิตได้บรรลุถึง ตติยฌาน พระพุทธพจน์บทสุขอื่นจะเท่ากับความสงบไม่มี เมื่อมาถึงตรงนี้เราจะเคารพในพุทธภาษิตนี้จริงๆ เพราะความสุขใดๆ ที่ผ่านมาในชีวิตไม่สามารถมาเทียบเคียงได้เหล่าพระอริยะเจ้าก็ทรงสรรเสริญความสุขระดับนี้

เมื่อ เราอยู่กับแสงสว่างนี้นานๆ  โดยจิตยังไม่เข้าสู่ความสงบที่ลึกกว่าต่อไป พลังแสงสว่างจะเพิ่มๆ มากขึ้น เมื่อความเข้มของแสงมากจนถึงระดับหนึ่ง  พลังจิต พลังธาตุรู้มากขึ้น ภาพนิมิตต่างๆ จะปรากฏขึ้น

ปรากฏการณ์ภาพนิมิต

ภาพนิมิตสามารถเกิดขึ้นด้วยเหตุ 3 ประการ คือ

1.เกิดจากสัญญาภาพที่เป็นอดีตที่เก็บไว้ที่สมอง

ระดับ พลังงานภายในอะตอมที่อยู่ในระดับพลังเดียวกัน สามารถเชื่อมต่อพลังกันได้ เมื่อจิตเข้าถึงแสงสว่างของธาตุรู้ที่ฐานอารมณ์ แสงจากธาตุรู้จากฐานอื่น เช่น ฐานสมอง ฐานใจ ที่เป็นที่เก็บภาพต่างๆ  ไว้สามารถไหลเข้ามาหากันได้ ภาพเหล่านี้จะมีลักษณะเหมือนกับฟิล์มสไลด์ หรือฟิล์มภาพยนตร์ แสงจากธาตุรู้ก็เหมือนกับแสงจากเครื่องฉายภาพ ตามปกติเมื่อเรานึกคิดถึงสิ่งใด สัญญาภาพในใจ ในความคิดก็ปรากฏขึ้นอยู่แล้ว แต่ในขณะที่เราอยู่ในตติยฌานนี้ พลังแสงมีมากและจิตก็อยู่ในภาวะที่ละเอียดเท่ากับแสงสว่าง เมื่อจิตข้องติดหรือประทับใจในภาพใด ๆ  ก่อนหน้าที่เรามานั่งทำสมาธิ และยังคลายความยึดติดไม่ได้ ภาพเหล่านี้มันจะค่อย ๆ  ไหลเข้ามา สัญญาภาพที่กระทบพลังแสงก็เหมือนกับฟิล์มกระทบกับแสงจากเครื่องฉาย จะฉายเป็นภาพนิมิตให้เราได้เห็นทันที

2.เกิดจากการนึกจินตนาการปรุงแต่ง

เป็น กระบวนการที่เกิดขึ้นได้  2 ลักษณะ เมื่อจิตเข้าถึงแสงสว่างแล้ว หลงเพลินกับแสงนึกปรุงแสง รวมแสงเป็นภาพต่างๆ ขึ้น อีกกรณีหนึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดต่อเนื่องจากนิมิตที่เกิดจากสัญญา และเป็นกรณีที่เกิดขึ้นบ่อย คือเมื่อเห็นภาพนิมิตขึ้นมาแล้วก็ปรุงแต่งภาพนิมิตที่เห็นนั้นให้เป็นไปตาม ที่จิตต้องการเห็น เช่น ย่อ ขยาย เพิ่มจำนวน เพิ่มความใสสะอาด เป็นต้น

3.เกิดจากการส่งจิตไปรู้สิ่งต่างๆ

เมื่อ จิตบรรลุถึงแสงสว่างของธาตุรู้ภายในตัวเรา จิตจะมีกำลังมาก ธาตุรู้ก็มีกำลังมาก  เราสามารถเชื่อมโยงแสงสว่างจากธาตุรู้ที่อยู่ภายนอกตัวเราได้ เพราะเป็นพลังเดียวกัน และธาตุรู้นี้ก็เป็นสิ่งสากล เราสามารถใช้กำลังจิต กำลังของธาตุรู้ที่มีความเข้มข้นนี้ให้ทำงานให้เต็มที่  โดยการส่งออกไปหาสิ่งต่าง ๆ ที่เราอยากรู้อยากเห็น สามารถขยายขอบเขตความสามารถในการรู้ของจิตได้  คือหากต้องการเห็นสิ่งใด กำหนดนึกไป ภาพที่ต้องการเห็นจะมาปรากฏ   เสมือนหนึ่งมีจอโทรทัศน์ในตัวเราเลยทีเดียว, สามารถมองเห็นวัตถุที่อยู่ไกลตัวเราได้, สามารถรู้ความรู้สึกนึกคิดของคนอื่น สัตว์อื่นได้, มองทะลุวัตถุได้, เห็นอดีต อนาคต, เห็นภพภูมิอื่น เป็นต้น

ภาพนิมิตทั้งหลายนี้ บางทีก็เป็นจริง บางทีก็ไม่เป็นจริง ตามความปรุงแต่งและบงการของอนุสัยกิเลสภายในใจหากจิตยังเพลินอยู่กับภาพนิมิตจิตก็ยังไม่เข้าถึงความสงบอย่างที่สุดและตัวนิมิตนี้เองที่อาจจะมาทำให้จิตถอนตัวจากความสงบการฝึกจิตจะไม่ก้าวหน้า ดังนั้นหากต้องการความสงบกว่าเดิม    จิตต้องละคลายจากภาพนิมิตจากแสงสว่าง เพื่อเข้าสู่ความสงบที่ลึกกว่า

วิธี การที่ทำให้ภาพนิมิตหายไปคือ ดำรงจิตเป็นกลาง ไม่ใส่ใจภาพที่เกิดขึ้น จะเกิดภาพหรือเสียงนิมิตอะไร  ไม่ต้องเคลื่อนไปตามสิ่งที่ถูกรู้  ไม่ส่งจิตออกตามไปรู้เห็นสิ่งถูกรู้ ให้กลับเข้ามาดูที่ผู้เห็น ผู้รู้แทน ภาพนิมิตก็จะหายไป คงเหลือแต่ความสว่างสีขาวบริสุทธิ์เช่นเดิม

รวมจิตให้อยู่กับฐานอารมณ์ต่อไปเพื่อเข้าสู่ความสงบที่ลึกขึ้น  เมื่อจิตละคลายจากแสงสว่างได้แล้ว ภาวะที่เราจะพบก็คือ สภาพเดิมที่อยู่ลึกที่สุดของธาตุรู้ คือ  ความว่าง  อาการก่อนที่เราจะเข้าสู่ความว่างจะมีลักกษณะดังนี้       จะเกิดอาการวูบ เหมือนเราตกลงไปยังที่ใดที่หนึ่ง ความรู้ตัวขณะตกลงมาจะมีไม่มาก แต่จะค่อย ๆ  รู้สึกตัวชัดขึ้นเมื่อตกลงมาถึง ณ ที่นี้แล้ว  หรือความรู้สึกเหมือนเคลื่อนผ่านกลุ่มแสงสีขาวเข้าไป ความเข้มแสงจะลดลงเรื่อย ๆ จนถึงจุดหนึ่ง  ณ จุดนี้ไม่มีแสงสว่าง ไม่มีสี ไม่มีภาพนิมิต เป็นที่เงียบสงบมาก ว่างเปล่า รู้สึกเหมือนมีเพียงตัวเราอยู่คนเดียวในโลก ทุกสิ่งไร้การเคลื่อนไหว เป็นภาวะที่สงบนิ่งลึกและกว้างไกลมาก รู้สึกจิตมีกำลังรวมเป็นหนึ่งแน่นหนา  ไม่เป็นภาวะสุข  หรือ ทุกข์ เป็นแต่กลาง ๆ  เฉยอยู่  ภาวะที่จิตรวมเป็นหนึ่งกับธาตุรู้เช่นนี้ เรียกว่า เอกัคคตารมณ์ (เอกัคคตารมณ์-ระดับฌาน) ภาวะเป็นกลางเรียกว่า อุเบกขา นั่นคือจิตได้บรรลุถึง จตุตถฌาน จิตได้เข้ามาถึงจุดศูนย์กลางของอะตอม คือนิวเคลียสแล้ว

ข้อ ดีของการทำจิตให้สงบที่ฐานอารมณ์นี้ จะเหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มฝึกสมาธิเพราะเป็นฐานที่อยู่ไม่ลึกเกินไป หาง่าย ไม่ลำบาก และจิตก็รวมตัวง่าย การฝึกให้เข้าถึงปฐมฌานจะทำได้ง่ายมาก หากเราเริ่มฝึกกับฐานที่อยู่ลึกในร่างกายแล้ว จิตจะรวมตัวกันยากและสงบช้า

ข้อ ด้อยของการฝึกจิตให้สงบที่ฐานอารมณ์ ก็คือฐานอารมณ์เป็นฐานที่อยู่ข้างนอกเกินไป ง่ายต่อการถูกรบกวนจากสิ่งเร้า เช่น ลมหายใจ เสียง เป็นต้น  ทำให้อยู่กับความสงบได้ไม่นาน การฝึกจิตจะให้เข้าถึงความสงบระดับลึก เช่น ตติยฌาน จตุตถฌาน จะใช้เวลามากและยาก  ดังนั้นหากต้องการให้จิตรวมเป็นหนึ่งกับธาตุรู้ได้อย่างแนบแน่นมั่นคง อยู่กับความสงบได้นาน  ต้องฝึกจิตไปรวมกับฐานที่อยู่ลึกกว่า ฐานนี้ก็คือ ฐานใจ

การฝึกจิตให้สงบที่ฐานใจ

วิธีที่ 1

ก่อน ที่เราจะฝึกควรหาตำแหน่งของใจก่อน เมื่อใช้มือทาบที่หน้าอกด้านซ้ายจะรู้สึกหัวใจเต้นที่ตรงนี้ ตำแหน่งนี้คือฐานใจ เป็นฐานที่จะใช้ฝึก เมื่อรู้ตำแหน่งแล้ว ให้คลายมือออกจากหน้าอก ลองหลับตา แล้วใช้ความรู้สึกหาตำแหน่งของใจดู กำหนดตำแหน่งให้แม่นยำตรงกับจุดที่ใช้มือทาบ

เมื่อรู้ ตำแหน่งดีแล้ว จากนั้นก็เริ่มขั้นตอนต่อไป คือ การคลายอารมณ์ เมื่อคลายอารมณ์ไปจนเห็นว่าจิตไม่มีหน้าที่ไม่รับรู้อารมณ์ รู้สึกเหมือนง่วงนอน ก็ปรับภาวะจิตใหม่ โดยกระตุ้นให้จิตมีหน้าที่ เพื่อไม่ให้ตกภวังค์ โดยการนึกมาที่ลมหายใจเข้าออก ปรับการหายใจให้เป็นปกติ ไม่สั้นไม่ยาวเกินไป พอเหมาะพอดีตามอัธยาศัยของแต่ละคน โดยให้มีสติหายใจเข้าก็รู้ หายใจออกก็รู้ ไม่ต้องใช้คำบริกรรมอะไร แล้วหาจุดภายในโพรงจมูกที่ลมหายใจเข้าออก กระทบมากที่สุด คือ ฐานอารมณ์

เมื่อ หาพบแล้ว จากนั้น รวบรวมความรู้สึกมาวางทับที่จุดนี้เบาๆ  วางให้เบาที่สุด วางทับลงจนความรู้สึกแนบสนิทเป็นหนึ่งเดียวกันกับฐานอารมณ์ จากนั้นให้ค่อยๆ ปรับลมหายใจเข้าออกให้ไหลผ่านฐานอารมณ์น้อยลงสั้นลงละเอียดขึ้น ไปเรื่อย ๆ จนรู้สึกว่าสภาพลมนิ่ง ไม่เข้าไม่ออก เลือนหายไปจากความรู้สึก ความนึกคิดที่เคยเกิดขึ้นเบาบางลง ไม่สามารถรบกวนจิต

เมื่อ เกิดความสงบที่ฐานอารมณ์แล้ว จากนั้นให้ค่อยๆ  เลื่อนความรู้สึกจากฐานอารมณ์ ลงมาที่ฐานใจอย่างช้าๆ  เมื่อมาถึงฐานใจให้วางความรู้สึกทับลงที่ฐานใจเบาๆ  วางลงไปจนความรู้สึกแนบแน่นสนิทเป็นหนึ่งเดียวกับฐานใจ และคอยประคองความรู้สึกให้หยุดนิ่งอยู่กับฐานใจอย่างเดียว

เพื่อ ให้จิตรวมกับใจได้สนิทยิ่งขึ้น ค่อยๆ  จมความรู้สึกเคลื่อนตัวลึกเข้าไปภายในหัวใจช้าๆ  ให้ลึกกว่าตำแหน่งที่เราวางความรู้สึกไว้ตอนแรก แล้วดำรงความรู้สึกนิ่งที่ฐานใจไว้เช่นนั้น  เมื่อมาถึงขั้นตอนนี้จะรู้สึกที่หัวใจมีเกิดแรงกดทับเพิ่มขึ้น รู้สึกอึดอัดที่หัวใจ เพราะความรู้สึกที่กดลงไปในใจจะทำให้ความดันของลมที่อยู่ในหัวใจเพิ่มขึ้น รออีกสักครู่หนึ่งลมมันจะพยายามดันออกมา และจะรู้สึกมีความร้อนเกิดขึ้นที่หัวใจ ความร้อนนั้นจะค่อยๆ ไหลออกมาจากหัวใจ และตามผิวหนัง เมื่อลมหยาบในหัวใจคลายออกหมด ความร้อนจะลดลง ตัวเราจะเย็นลง ลมในหัวใจจะนิ่งขึ้นเรื่อยๆ  อาการที่หัวใจอึดอัด และลมร้อนออกมาจากใจนี้ บางคนก็เกิดมากจนเหงื่อออก เมื่อลมในหัวใจนิ่งแล้ว การเต้นของหัวใจจะเบาลง ช้าลง จนแทบไม่รู้สึก ภาวะเช่นนี้แสดงว่าจิตได้บรรลุถึงระดับปฐมฌาน

วิธีที่ 2

หลัง จากรู้ตำแหน่งของใจ และคลายอารมณ์ไปพอควรแล้ว ปรับภาวะจิตใหม่ กระตุ้นให้จิตมีหน้าที่ เพื่อไม่ให้ตกภวังค์ โดยการนึกมาที่ลมหายใจเข้าออก ปรับการหายใจให้เป็นปกติไม่สั้นไม่ยาวเกินไป โดยให้มีสติ หายใจเข้าก็รู้ หายใจออกก็รู้ ให้เราหายใจแบบเป็นปกติ

ช่วงจังหวะที่ หายใจเข้าให้รีบนึกไปที่หัวใจ แล้วคงความรู้สึกให้นิ่งอยู่ที่หัวใจจนหมดลมหายใจเข้า ขณะที่ลมหายใจเข้าสุด ให้กลั้นลมไว้นิดหนึ่งก่อนจะหายใจออกมา และความรู้สึกก็ยังคงนิ่งอยู่ที่หัวใจ ขณะหายใจออกมาคงความรู้สึกไว้ที่หัวใจ  ลมหยาบในหัวใจจะถูกคลายออกมา และจะรู้สึกร้อนวูบวาบที่หัวใจ หน้าอก ใบหน้า ตามผิวกาย เมื่อถึงจุดหนึ่งความร้อนตามจุดต่างๆ จะหมดไป ลมหายใจละเอียดขึ้น แสดงว่าลมหยาบในหัวใจคลายหมดแล้วประคองความรู้สึกให้หยุดนิ่งอยู่กับฐานใจ อย่างเดียวไม่เคลื่อนไปตามลมเข้าออก เมื่อลมในหัวใจนิ่ง การเต้นของหัวใจจะเบา ช้าลงจนแทบไม่รู้สึก และลมหายใจก็จะหายไปจากความรู้สึก ภาวะเช่นนี้แสดงว่าจิตบรรลุถึงระดับปฐมฌานที่ฐานใจแล้วระดับของความสงบตลอด จนอาการต่างๆ  ที่เกิดขึ้นที่ฐานใจจะเหมือนกับฐานอารมณ์ แต่จะแนบแน่นอยู่ได้นานกว่า  อาการของฌานระดับลึกก็จะชัดเจนมากกว่า ดังนั้นหากต้องการศึกษาเรื่องฌานให้เข้าใจโดยละเอียด ควรใช้ฐานใจเป็นฐานฝึกปฏิบัติ

วิธีการออกจากความสงบ  เราต้องนึกกำหนดจิตที่จะออกมาก่อน โดยนึกถึงลมหายใจเข้าออก หายใจเข้าออกให้ยาวขึ้น จิตจะค่อย ๆ  ถอนตัวออกมาเองเป็นลำดับ ๆ  จากภาวะละเอียดมาหาหยาบ จนมาสู่ภาวะปกติ

คุณประโยชน์ของการฝึกจิตให้สงบ ตามวิธีการได้บรรยายมา คือ ความสงบทำให้จิตมีพลังเพิ่มขึ้น ยิ่งจิตมีความสงบมากพลังจิตก็เพิ่มมาก ทำให้เราทราบถึงระดับพลังงานของจิตว่ามีสี่ระดับใหญ่แต่เรายังไม่รู้ว่าจิตจะต้องอยู่ที่ระดับพลังระดับไหนและโดยกระบวนการอย่างไรถึงจะเป็นอิสระหลุดพ้นจากทุกข์อย่างแท้จริงภาวะของฌานทั้งสี่ระดับคือปฐมฌานทุติยฌานตติยฌานจตุตถฌานยังไม่ใช่ภาวะที่พ้นจากทุกข์แต่ เป็นภาวะข่มทุกข์โดยใช้พลังจิตข่ม เมื่อจิตดำรงอยู่ในองค์ฌาน ทุกขเวทนาจะดับหมด แต่พอออกมาทุกข์ก็ยังคงอยู่  แม้ไม่ใช่ภาวะที่พ้นจากทุกข์แต่เราสามารถอาศัยภาวะของฌานเป็นเครื่องมือ เพื่อให้พ้นจากทุกข์ ก็คือกระบวนการที่เราหมายถึงและจะกล่าวต่อไป ซึ่งหากเราไม่รู้ไม่เข้าใจกระบวนการเพื่อให้พ้นทุกข์ฌานนี้เองที่จะเป็นตัวขัดขวางไม่ให้เราถึงซึ่งความพ้นทุกข์

ใน อดีตที่ผ่านมาในสมัยพุทธกาลนั้นมีเจ้าลัทธิศาสนามากมาย ที่ประกาศทิฎฐิความเชื่อ ความรู้ที่ตนเองเชื่อถือและบรรลุว่าเป็นที่สุดของทุกสิ่ง เที่ยงแท้ ควรยึดถือเป็นทางเดินของชีวิต ซึ่งพระพุทธองค์จำแนกออกได้ถึง  62 ทิฏฐิ ซึ่งล้วนเป็นมิจฉาทิฎฐิทั้งสิ้น มีบางกลุ่มที่กล่าวถึงระดับของฌานที่ตนบรรลุว่าเป็นที่สุดของทุกสิ่ง

(นิพพาน) ผู้ที่บรรลุเพียงปฐมฌาน ก็ถือว่าปฐมฌานคือนิพพาน ผู้บรรลุเพียงทุติยฌาน ก็ถือว่า      ทุติยฌานคือนิพพาน ผู้บรรลุเพียงตติยฌานก็ถือว่า ตติยฌานคือ นิพพาน ผู้บรรลุเพียงจตุตถฌาน ก็ถือว่าจตุตถฌานคือนิพพาน คือพวกทิฎฐิธัมมนิพพาน 5   ส่วนกลุ่มที่ไม่รู้จักฌานก็ยึดถือว่าการเพียบพร้อมด้วยกามคุณห้าคือนิพพาน สัมมาทิฎฐิในพุทธศาสนานั้นอยู่นอกเหนือทิฎฐิเหล่านี้

จิตไม่ใช่ใจ ใจไม่ใช่จิต จิตไม่ใช่ผู้รู้ ผู้รู้คือวิญญาณธาตุ    เมื่อมาถึงปัจจุบัน สำหรับผู้ที่เคยได้ฝึกฝนทางจิตมาบ้าง และมีประสบการณ์ทางจิตเกิดขึ้น จึงควรได้พิจารณาถึงภูมิธรรมของตนเองที่ได้เข้าถึงจากการฝึกปฏิบัติที่ผ่านมา โดยเฉพาะผู้ที่ฝึกทำจิตให้สงบนิ่งที่ฐานต่าง อาจเข้าใจว่าสภาวะที่เกิดขึ้นกับเรา เป็นการได้เห็นธรรมะ ทำให้พ้นทุกข์ได้ เป็นความจริงหรือไม่ หรือแท้จริงภูมิจิตของเรายังอยู่กับอารมณ์ของฌานอยู่ เพราะภาวะของตติยฌานกับจตุตถฌานนั้นง่ายต่อการที่จะหลงเข้าไปยึดถือว่าเป็นธรรม เป็น นิพพาน ซึ่งมีข้อควรพิจารณา ดังนี้

กรณีที่หนึ่ง

ในตติยฌาน แสงสีเหลืองที่ปรากฏแสงนี้ได้เรียกกันว่าเป็นความสว่างแสงสีขาวที่ปรากฏได้เรียกกันว่าเป็นความสะอาดเป็นความบริสุทธิ์ ในจตุตถฌานความว่างที่ปรากฏก็เรียกกันว่าเป็นความสงบจึงสรุปกันว่าธรรมะนั้นคือความสว่างสะอาดสงบซึ่งธรรมะนั้นไม่ใช่ภาวะเหล่านี้สภาวธรรมนั้นเป็นภาวะจิตที่ไม่ยึดเกาะปรุงแต่งพลังงานใด ๆ  ทั้งเป็นอิสระจากขันธ์ห้า ความสว่างความสะอาดความสงบเป็นพลังงานที่อยู่ภายในอะตอมเป็นอาการของวิญญาณธาตุที่ละเอียดอันเป็นหนึ่งในขันธ์ห้า การที่จิตยังยึดเกาะวิญญาณขันธ์อยู่ แล้วจิตจะหลุดพ้นได้อย่างไร

กรณีที่สอง

ใน ตติยฌาน เมื่อภาพนิมิตเกิดขึ้นโดยเฉพาะภาพที่เราเข้าใจมาก่อนว่าเป็นภาพที่ดี เช่นภาพพระพุทธรูป  พระพุทธองค์ ภาพพระที่เราคิดว่าเป็นพระอรหันต์ ปรากฏขึ้นมาเราก็เข้าใจว่า การเห็นเช่นนี้คือ การเห็นธรรม เห็นนิพพาน ความเข้าใจเช่นนี้ยังห่างจากความจริงมากนักเพราะจิตที่เข้าถึงสภาวธรรมนั้นเป็นจิตที่ไม่ยึดเกาะปรุงแต่งพลังงานใดๆทั้งเป็นอิสระจากขันธ์ห้า ภาพนิมิตเหล่านี้แท้จริงก็คือ พลังงานแสง พลังงานแสงก็คือ อนุภาคโฟตอน (Photon)  ที่อยู่ในวงโคจรในอะตอม การที่จิตยังยึดเกาะอนุภาคโฟตอนอยู่ แล้วจิตจะหลุดพ้นได้อย่างไร

กรณีที่สาม

ใน ตติยฌาน ธาตุรู้จะมีกำลังเต็มที่ ทำงานเต็มที่ เราสามารถขยายขอบเขตความสามารถในการรู้เห็นสิ่งต่าง ๆ  ได้  หากอยากรู้อยากเห็นสิ่งใด  กำหนดนึกไป ภาพสิ่งที่เราอยากเห็นจะมาปรากฏ สามารถรู้ความรู้สึกนึกคิดของคนอื่น สัตว์อื่น รู้อดีต อนาคต รู้เห็นภพภูมิอื่น ภาวะที่เกิดขึ้นเช่นนี้ เป็นเพราะจิตรวมกับธาตุรู้ตลอดเวลา ทำให้เราเข้าใจว่า จิตคือผู้รู้ซึ่งจิตนั้นไม่ใช่ผู้รู้แต่มาอาศัยผู้รู้อยู่ผู้รู้นั้นคือธาตุรู้(วิญญาณธาตุ) หากเรายังเข้าใจว่าจิตคือผู้รู้แล้วเราจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าสภาพจิตที่หลุดพ้นจากธาตุรู้เป็นอย่างไร

กรณีที่สี่

การฝึกจิตให้รวมเป็นหนึ่งกับธาตุรู้ที่ใจ เกิดภาวะเป็นความสว่าง สะอาด สงบ จะทำให้เราสรุปว่าการได้ธรรมะได้กันที่ใจและจะเกิดความเข้าใจว่าจิตกับใจคือสิ่งเดียวกัน เพราะวิธีการฝึกอย่างนี้เราต้องทำจิตให้อยู่กับใจตลอดเวลา จึงเป็นไปไม่ได้ที่จิตกับใจจะแยกจากกัน โดยปกติใจก็มีอนุสัยกิเลสรักชังส่งแรงตัณหาไปร้อยรัดจิตอยู่แล้ว ดังนั้นหากฝึกจิตเช่นนี้ต่อไปเราจะไม่เห็นความแตกต่างระหว่างจิตกับใจและไม่ได้ธรรมะที่จริงแท้ การจะได้ธรรมะนั้นจิตต้องหลุดพ้นออกจากใจที่เป็นอายตนะเป็นมโนวิญญาณขันธ์

กรณีที่ห้า

ก่อน ที่พระพุทธองค์จะตรัสรู้ท่านก็ได้ไปศึกษาการเข้าฌานจากสำนักต่าง ๆ  หากภาวะฌานระดับใดระดับหนึ่งสามารถนำท่านพ้นทุกข์ จาก เกิด แก่ เจ็บ ตายได้ ท่านคงไม่ต้องไปค้นหาเพิ่มเติม และพุทธศาสนาก็คงไม่อุบัติขึ้นในโลก สมัยนั้นการฝึกจิตมีเฉพาะวิธีการสมถะกรรมฐาน ทำจิตให้สงบที่ฐานใดฐานหนึ่ง แต่ศาสนาพุทธเป็นศาสนาเดียวที่มีการฝึกจิตด้วยวิธีวิปัสสนากรรมฐานและวิธีการนี้เองที่แสดงถึงความเป็นพุทธ เพราะเป็นวิธีการทำให้จิตแยกออกมาจากใจได้

แต่ ถึงอย่างไร การรู้เรื่องของฌานก็เป็นสิ่งที่ดีมีประโยชน์มาก หากเรารู้จักการนำมาใช้กับชีวิตประจำวัน  เพราะฌานนอกจากจะใช้เพื่อเป็นเครื่องมือเพื่อให้ถึงความพ้นทุกข์แล้ว ยังสามารถเป็นที่อยู่ เป็นที่พักของจิตได้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นความสงบระดับไหนก็ใช้พักได้ทั้งนั้น เนื่องจากในชีวิตประจำวัน เราต้องเหนื่อยกับการงาน การคิดการนึก  กิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้จะทำให้จิตเสียพลังความสงบ ความสว่าง ความบริสุทธิ์ และความว่างไป  นอกเหนือจากการนอนหลับแล้ว การฝึกฝนจิตให้สงบเป็นวิธีให้จิตได้รับการพักผ่อนที่ดีที่สุด เพื่อให้จิตได้ฟื้นฟูกำลัง เพื่อไปทำกิจกรรมที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่นต่อไป

ฌานทั้งสี่ระดับดังกล่าวข้างต้นเรียกว่า รูปฌาน ระดับชั้นของความสงบละเอียดของจิตที่ละเอียดกว่ารูปฌาน คือ อรูปฌาน เป็นอารมณ์ของฌานที่เพิกถอนออกจากระดับพลังงานของรูป  ในขณะที่การพัฒนาทางปัญญาที่ยอดเยี่ยมของมนุษย์ทางโลกตะวันตก ก็ถูกผลักดันด้วยคำถาม อะไรคือที่สุดของทุกสิ่งเช่นกัน และนำไปสู่การค้นพบ  อะตอม (Atom) โครงสร้างของอะตอม (Atomic structure),ระดับพลังงานในอะตอม (Energy level) และการให้พลังความร้อนและพลังแสงโดยมิได้ต่อเนื่องกันที่มีจังหวะละเอียดมาก ของอะตอม ที่เรียกว่า ควอนตัม (Quantum) อะตอมนั้นคือส่วนที่เล็กที่สุดอย่างหนึ่งของสสาร ที่ประกอบกันขึ้นเป็นสิ่งต่าง ๆ  ในเซลล์ประสาทก็เช่นกันมีอะตอมจำนวนมหาศาลที่เรียงร้อยถักทอเชื่อมโยงต่อกัน เป็นเซลล์ประสาทขึ้นมาและธาตุรู้-วิญญาณธาตุก็สถิตย์อยู่ในอะตอมนี้  ทุกสิ่งที่อยู่ในจักรวาลไม่ว่าจะมีโครงสร้างขนาดใหญ่หรือเล็ก  ย่อมมีจุดศูนย์กลางที่เป็นแก่นหรือแกนกลางอยู่เสมอ และพยายามปรับตัวให้มีความสมดุลของรูปทรงและพลังงานที่สุด รูปทรงดังกล่าวก็คือ ทรงกลม อะตอมก็เช่นกัน เป็นทรงกลมของระดับชั้นของพลังที่อยู่ภายใน